ป้องกันการทารุณกรรมผู้สูงอายุในสถานดูแล: ระบบที่ศูนย์ต้องมี
คู่มือปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการสถานดูแลผู้สูงอายุ: การทารุณกรรมผู้สูงอายุทุกรูปแบบ สัญญาณเตือน ระบบป้องกัน ขั้นตอนรายงาน และกฎหมายที่ศูนย์ต้องรู้
การทารุณกรรมผู้สูงอายุในสถานดูแลไม่ใช่เรื่องไกลตัว กรณีศูนย์ดูแลในกาญจนบุรีที่ สบส. สั่งปิดและตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกว่า 1,203 แห่งทั่วประเทศในเดือนตุลาคม 2568 เตือนชัดว่า ระบบป้องกันที่แข็งแรงคือสิ่งที่ทุกสถานดูแลต้องวางก่อนเกิดเหตุ
การทารุณกรรมผู้สูงอายุมีรูปแบบใดบ้าง
องค์การอนามัยโลก (WHO) นิยามการทารุณกรรมผู้สูงอายุว่าเป็น “การกระทำหรือการละเว้นการกระทำใด ๆ ในความสัมพันธ์ที่มีความไว้วางใจ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายหรือความเดือดร้อนแก่ผู้สูงอายุ” โดยแบ่งได้หลักๆ ดังนี้
- ทางร่างกาย ได้แก่ ตี ผลัก กักขัง หรือจำกัดการเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็นและไม่ได้รับความยินยอม
- ทางจิตใจ ได้แก่ ดุด่า ดูหมิ่น ขู่ หรือเพิกเฉยต่อความต้องการทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง
- การละเลย (Neglect) ได้แก่ ไม่ดูแลสุขอนามัย อาหาร ยา หรือความปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด
- ทางการเงิน ได้แก่ ยักยอกทรัพย์ บังคับลงนามในเอกสาร หรือนำทรัพย์สินไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
สัญญาณเตือนที่ทีมดูแลต้องสังเกต
บุคลากรที่คลุกคลีกับผู้รับบริการทุกวันอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในการสังเกตความผิดปกติ สัญญาณที่ควรบันทึกและรายงานทันที ได้แก่
- รอยฟกช้ำหรือบาดแผลที่ไม่สอดคล้องกับคำอธิบาย หรือปรากฏซ้ำในตำแหน่งเดิม
- ผู้รับบริการหวาดกลัว วิตกกังวล หรือเงียบผิดปกติเมื่ออยู่กับบุคลากรบางคน
- น้ำหนักลดเร็ว สุขอนามัยเสื่อมโทรม หรือมีแผลกดทับที่ดูแลไม่ถูกต้อง
- ครอบครัวพบว่าของส่วนตัวหรือทรัพย์สินหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผู้รับบริการบอกเล่าเหตุการณ์ที่น่าเป็นห่วง แม้จะเป็นเพียงการพูดลอยๆ
ระบบป้องกันที่ศูนย์ดูแลต้องวางไว้
การป้องกันที่ได้ผลจริงไม่ใช่แค่การมีกฎระเบียบบนกระดาษ แต่ต้องปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน
นโยบายและการฝึกอบรม
กำหนดนโยบายไม่ยอมรับการทารุณกรรมในทุกรูปแบบเป็นลายลักษณ์อักษร และจัดอบรมบุคลากรทุกคน ตั้งแต่ผู้ดูแลไปจนถึงแม่บ้าน ให้รู้จักนิยาม สัญญาณ และขั้นตอนการรายงาน
บันทึกอย่างเป็นระบบ
บันทึกสภาพแผล รอยช้ำ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทุกครั้งในบันทึกสุขภาพของผู้รับบริการ การมีบันทึกอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการประทับเวลาช่วยให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ และป้องกันการแก้ไขข้อมูลภายหลัง
ช่องทางรายงานที่ปลอดภัย
จัดให้มีกลไกที่พนักงานสามารถรายงานข้อกังวลได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนและไม่ต้องกลัวถูกกลั่นแกล้ง ช่องทางนี้ต้องนำไปสู่ผู้บริหารระดับสูง ไม่ใช่หัวหน้าของผู้ที่ถูกกล่าวหา
การตรวจสอบภายใน
ผู้บริหารควรเดินตรวจกะดึก กะเช้า และกะบ่ายสลับกัน เพื่อให้บุคลากรทุกคนรู้ว่ามีการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เฉพาะช่วงเวลาทำการ
ขั้นตอนเมื่อพบสัญญาณ
เมื่อพบสัญญาณที่น่าเป็นห่วง ควรดำเนินการตามลำดับดังนี้
- บันทึกและรักษาหลักฐาน — ถ่ายภาพบาดแผล บันทึกคำพูดของผู้รับบริการตามที่ได้ยิน
- แยกบุคคลที่ถูกกล่าวหาออกจากการดูแลผู้รับบริการรายนั้นระหว่างการสอบสวน
- แจ้งครอบครัวทันที โดยไม่ปิดบังข้อมูล
- รายงานต่อ สบส. หากมีหลักฐานชัดเจนว่าเกิดการทารุณกรรม
- ประสานหน่วยงานสังคมสงเคราะห์หรือตำรวจหากมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้รับบริการ
กฎหมายและบทลงโทษที่ต้องรู้
พ.ร.บ. สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 กำหนดให้ สบส. มีอำนาจพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตสถานดูแลที่ไม่ได้มาตรฐาน ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสูงสุด 6 เดือน ปรับสูงสุด 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ การรับผู้มีภาวะทางจิตเวชเข้าดูแลโดยไม่มีใบอนุญาตสถานพยาบาลตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 100,000 บาท ซึ่งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วไปที่มีเพียงใบอนุญาต สบส. ต้องระวังเส้นแบ่งตรงนี้อย่างเคร่งครัด
การมีบันทึกการดูแลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพการดูแล แต่ยังเป็นหลักฐานที่แสดงให้ สบส. เห็นว่าศูนย์ดำเนินงานตามมาตรฐานอย่างจริงจัง
หากต้องการประเมินว่าระบบของศูนย์คุณพร้อมรับมือกับการตรวจสอบหรือยัง ทีม Caleo ยินดีให้คำปรึกษาฟรี ติดต่อเราได้ที่นี่